ซูเราะฮฺ อัล-ฮุญรอต : อายะฮ์ที่ 1

Go down

ซูเราะฮฺ อัล-ฮุญรอต : อายะฮ์ที่ 1

ตั้งหัวข้อ by fada on Thu Apr 23, 2015 12:38 am

****ซูเราะฮฺ อัล-ฮุญรอต ****
.....อายะฮฺที่ 1....
(1) يَا أَيُّهَا الَّذِينَ آمَنُوا لَا تُقَدِّمُوا بَيْنَ يَدَيِ اللَّهِ وَرَسُولِهِ وَاتَّقُوا اللَّهَ إِنَّ اللَّهَ سَمِيعٌ عَلِيمٌ
ความหมาย :
1. โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าล้ำหน้าอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ (1) และจงเกรงกลัวอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงได้ยิน ผู้ทรงรอบรู้ (2)
........................................
(1) นี่เป็นสิ่งสำคัญสิ่งแรกและเป็นสิ่งพื้นฐานที่ความศรัทธาเรียกร้องต้องการ ถ้าหากคนที่ถือว่าอัลลอฮฺเป็นพระเจ้าของเขาและยอมรับว่ารอซูลของอัลลอฮฺเป็นผู้นำของเขาอย่างแท้จริงแล้ว เขาก็ไม่มีวันเป็นพระเจ้าของเขาและยอมรับให้ความคิดเห็นและทัศนะของเขามีความสำคัญเหนือกว่าการตัดสินใจของอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ หรือคิดจะมีความเห็นเป็นอิสระของตัวเองในทุกเรื่องและตัดสินเอาเองโดยไม่ยอมดูว่าอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ได้ให้คำแนะนำไว้หรือไม่และอย่างไร ? นั่นคือเหตุผลที่ว่าทำไมถึงได้มีการกล่าวว่า : "โอ้ผู่ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่าล้ำหน้าอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์" นั่นคือ "จงอย่านำหน้าอัลลอฮฺและรอซูล แต่จงตามทั้งสองนี้" คำบัญชานี้ถูกใช้เพื่อนำไปสู่อายะฮิที่ 36 ของซูเราะฮ อัล-อะซาบที่กล่าวว่า "มันไม่เป็นการบังควรสำหรับชายและหญิงผู้ศรัทธา ที่เวลาอัลลอฮฺและรอซูลของพระองค์ได้ตัดสินใจในเรื่องใดไปแล้ว พวกเขาจะมาเกี่ยงในเรื่องของพวกเขาอีก" และตรงนี้ได้มีการกล่าวว่า ผู้ศรัทธาไม่ควรจะตัดสินใจในเรื่องพวกเขาด้วยตัวเอง แต่ควรจะดูว่าคัมภีร์ของอัลลอฮิและแบบอย่างคำสอนของท่านรอซูลุลลอฮฺได้ให้คำแนะนำอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องเหล่านั้น ?
คำบัญชานี้มิได้ถูกจำกัดอยู่แต่เฉพาะในเรื่องส่วนตัวของมุสลิมเท่านั้น แต่ยังหมายรวมไปถึงเรื่องต่าง ๆ ทางสังคมของพวกเขาด้วย ความจริงแล้วนี่คือมาตราสำคัญของกฎหมายอิสลามซึ่งรัฐบาล รัฐสภาและศาลมุสลิมไม่สามารถตัดออกไปหรือเพิกเฉยได้ มีฮะดีษหนึ่งถูกรายงานไว้ในมุสนัดอะหมัด, อบูดาวูด, ติรมีซีและอิบนุมาญะฮฺ โดยมีสายรายงานที่เชื่อถือได้กล่าวว่า เมื่อท่านรอซูลุลลอฮฺได้ส่งมุอาษ บินญะบัลไปยังเยเมนเพื่อทำหน้าที่เป็นผู้พิพากษา ท่านได้ถามเขาว่า : "ท่านจะตัดสินเรื่องต่าง ๆ โดยใช้อะไร ?" เขาได้ตอบว่า "โดยใช้คัมภีร์ของอัลลอฮฺ" ท่านรอซูลุลลอฮิจึงได้ถามต่อไปว่า "ถ้าหากท่านไม่พบคำบัญชาเกี่ยวกับเรื่องนั้นในคัมภีร์ของอัลลอฮฺเล่า ท่านจะใช้อะไร ?" เขาตอบว่า "แบบฉบับและคำสอนของรอซูลุลลอฮฺ" ท่านรอซูลุลลอฮฺได้ถามต่อว่า "ถ้าไม่พบเล่า ?" เขาได้ตอบว่า "ฉันจะพยายามใช้ความสามารถของฉันอย่างสุดกำลังในการหาทางแก้ปัญหา" เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านรอซูลุลลอฮฺก็วางมือของท่านลงไปบนหน้าอกของมุอาษและกล่าวว่า "ขอบพระคุณอัลลอฮฺ ผู้ทรงช่วยเหลือตัวแทนของรอซูลของพระองค์ให้ใช้แนวทางที่รอซูลของพระองค์ยอมรับ" นี่เป็นการให้ความำสคัญแก่คัมภีร์ของอัลลอฮฺและแบบอย่างคำสอนของรอซูลของพระองค์เหนือการตัดสินใจของตนเองในการแก้ปัญหา และการกลับไปยังสองสิ่งนั้นก่อนเพื่อหาทางนำคือเครื่องหมายที่บ่งบอกถึงความแตกต่างระหว่างผู้พิพากษามุสลิมและผู้พิพากษาที่มิใช่มุสลิม ในทำนองเดียวกัน ในเรื่องของกระบวนการนิติบํํัญญัติก็มีมติเป๋็นเอกฉันทฺ์ว่า แหล่งที่มาเบื้องแรกของกฎหมายก็คือคัมภีร์ของอัลลอฮฺ ถ้ดจากนั้นก็เป็นแบบอย่าง (ซุนนะฮฺ) ของท่านรอซูลุลลอฮิ แม้แต่มติของประชาชาติมุสลิมทั้งหมดก็ไม่สามารถขัดกับแหล่งที่มาทั้งสองนี้ได้ อย่าว่าแต่เหตุผลของมุสลิมคนใดหรือความพยายามใด ๆ ที่จะตีความกฎหมายเป็นอย่างอื่นเลย
(2) นั่นคือ "ถ้าหากสูเจ้าคิดจะเป็นอิสระไม่ขึ้นอยู่กับอัลลออฺและรอซูลของพระองค์ หรือถิือว่าความเห็นของสูเจ้าสำคัญกว่าคำบัญชาของอัลลอฮฺแล้ว สูเจ้าก็จงรู้ไว้ว่าสูเจ้าจะต้องพบกับพระเจ้าผู้ทรงได้ยินทุกสิ่่งที่สูเจ้ากล่าวออกมาและได้ยินแม้แต่เจตนาลับ ๆ ของสูเจ้าด้วย
.........................................
(จากหนังสือ : ตัฟฮีมุลกุรอาน ความหมาย คัมภีร์ อัล-กุรอาน เล่ม 7 //// อรรถาธิบายโดย : เมาลานา ซัยยิด อบุล อะลา เมาดูดี //// แปลโดย : บรรจง บินกาซัน)

fada

จำนวนข้อความ : 2
Join date : 23/04/2015

ดูข้อมูลส่วนตัว

ขึ้นไปข้างบน Go down

ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ