บทที่ว่าด้วยเรื่อง ความรู้มาก่อนคำพูดและการกระทำ

Go down

บทที่ว่าด้วยเรื่อง ความรู้มาก่อนคำพูดและการกระทำ

ตั้งหัวข้อ by Profile on Sun Jul 27, 2014 3:47 pm


 
باب الْعِلْمُ قَبْلَ الْقَوْلِ وَالْعَمَلِ      

 
لِقَوْلِ اللَّهِ تَعَالَى ‏{‏فَاعْلَمْ أَنَّهُ لاَ إِلَهَ إِلاَّ اللَّهُ‏}‏ فَبَدَأَ بِالْعِلْمِ، وَأَنَّ الْعُلَمَاءَ هُمْ وَرَثَةُ الأَنْبِيَاءِ ـ وَرَّثُوا الْعِلْمَ ـ مَنْ أَخَذَهُ أَخَذَ بِحَظٍّ وَافِرٍ، وَمَنْ سَلَكَ طَرِيقًا يَطْلُبُ بِهِ عِلْمًا سَهَّلَ اللَّهُ لَهُ طَرِيقًا إِلَى الْجَنَّةِ‏.‏ وَقَالَ جَلَّ ذِكْرُهُ ‏{‏إِنَّمَا يَخْشَى اللَّهَ مِنْ عِبَادِهِ الْعُلَمَاءُ‏}‏ وَقَالَ ‏{‏وَمَا يَعْقِلُهَا إِلاَّ الْعَالِمُونَ‏}‏ ‏{‏وَقَالُوا لَوْ كُنَّا نَسْمَعُ أَوْ نَعْقِلُ مَا كُنَّا فِي أَصْحَابِ السَّعِيرِ‏}‏‏.‏ وَقَالَ ‏{‏هَلْ يَسْتَوِي الَّذِينَ يَعْلَمُونَ وَالَّذِينَ لاَ يَعْلَمُونَ‏}‏‏.‏ وَقَالَ النَّبِيُّ صلى الله عليه وسلم ‏"‏ مَنْ يُرِدِ اللَّهُ بِهِ خَيْرًا يُفَقِّهْهُ فِي الدِّينِ، وَإِنَّمَا الْعِلْمُ بِالتَّعَلُّمِ ‏"‏‏.‏ وَقَالَ أَبُو ذَرٍّ لَوْ وَضَعْتُمُ الصَّمْصَامَةَ عَلَى هَذِهِ وَأَشَارَ إِلَى قَفَاهُ ـ ثُمَّ ظَنَنْتُ أَنِّي أُنْفِذُ كَلِمَةً سَمِعْتُهَا مِنَ النَّبِيِّ صلى الله عليه وسلم قَبْلَ أَنْ تُجِيزُوا عَلَىَّ لأَنْفَذْتُهَا‏.‏ وَقَالَ ابْنُ عَبَّاسٍ ‏{‏كُونُوا رَبَّانِيِّينَ‏}‏ حُكَمَاءَ فُقَهَاءَ‏.‏ وَيُقَالُ الرَّبَّانِيُّ الَّذِي يُرَبِّي النَّاسَ بِصِغَارِ الْعِلْمِ قَبْلَ كِبَارِهِ‏.
 

           บทที่ว่าด้วยเรื่อง ความรู้มาก่อนคำพูดและการกระทำ

 
               ด้วยคำดำรัสของพระองค์อัลลอฮ์ ผู้สูงส่งว่า “พึงรู้เถิดว่าแท้จริงแล้ว ไม่มีพระเจ้าอื่นใดนอกจากอัลลอฮ์เท่านั้น” (ซูเราะห์มูฮัมหมัด อายะห์ที่ 19)  ดังนั้นจึงเริ่มต้นด้วยความรู้ และแท้จริงบรรดาผู้รู้นั้น พวกเขาคือทายาทของบรรดานบี พวกเขาทิ้งมรดกด้านความรู้เอาไว้,  ผู้ใดได้รับความรู้ เขาได้ลาภอันประเสริฐ และผู้ใดเดินทางแสวงหาความรู้ พระองค์อัลลอฮ์จะให้ทางสะดวกในการไปสวรรค์,
และพระองค์อัลลอฮ์ ผู้สูงส่งได้ตรัสว่า “แท้จริงผู้ที่เกรงกลัวอัลลอฮ์ในปวงบ่าวของพระองค์คือบรรดาผู้รู้” (ซูเราะห์ฟาฏิร อายะห์ที่ 28)  และพระองค์ตรัสอีกว่า “และไม่มีผู้ใดจะใคร่ครวญนอกจากผู้มีความรู้” ซูเราะห์ อัลอังกะบูต อายะห์ที่ 43) “และพวกเขากล่าวว่า หากพวกเราฟังและใช้สติปัญญาใครครวญ เราก็จะไม่ต้องเป็นชาวนรกเช่นนี้” (ซูเราะห์ อัลมุลก์ อายะห์ที่ 10) และพระองค์ตรัสอีกว่า “บรรดาผู้รู้กับบรรดาผู้ไม่รู้จะเท่าเทียมกันหรือ” (ซูเราะห์อัซซูมัร อายะห์ที่ 9)
และท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดที่พระองค์อัลลอฮ์ประสงค์จะให้เขาได้รับความดี พระองค์จะให้เขาได้เข้าใจศาสนา” และแท้จริงความรู้เกิดขึ้นจากการศึกษา
อบูซัรริน ได้กล่าวว่า “หากพวกเจ้าติดอาวูที่คมกริบให้กับสิ่งนี้ – แล้วเขาก็ชี้ไปที่ท้ายทอยของเขา -  เขากล่าวว่า ฉันเคยจดจำคำพูดนี้มาจากท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม ก่อนที่พวกท่านจะตอกย้ำเพื่อให้ฉันจดจำมัน”
อิบนิอับบาส กล่าวว่า “พวกท่านจงเป็นผู้ฝึกฝน" (ร๊อบบานียีน) นักปราชญ์ผู้เข้าใจ กล่าวกันว่า คำว่า ร๊อบบานี ก็คือผู้ที่ฝึกฝนความรู้ให้เด็กจนติดเป็นนิสัยก่อนที่เขาจะเติบใหญ่ โดย บุคอรี



قَالَ حُمَيْدُ بْنُ عَبْدِ الرَّحْمَنِ سَمِعْتُ مُعَاوِيَةَ، خَطِيبًا يَقُولُ سَمِعْتُ النَّبِيَّ صلى الله عليه وسلم يَقُولُ ‏"‏ مَنْ يُرِدِ اللَّهُ بِهِ خَيْرًا يُفَقِّهْهُ فِي الدِّينِ، وَإِنَّمَا أَنَا قَاسِمٌ وَاللَّهُ يُعْطِي، وَلَنْ تَزَالَ هَذِهِ الأُمَّةُ قَائِمَةً عَلَى أَمْرِ اللَّهِ لاَ يَضُرُّهُمْ مَنْ خَالَفَهُمْ حَتَّى يَأْتِيَ أَمْرُ اللَّهِ ‏"
 

               ฮุมัยด์ อิบนุอับดิรเราะห์มาน รายงานว่า ฉันเคยได้ยิน มุอาวิยะห์ ได้กล่าวแสดงธรรม (คุตบะห์) ว่า ฉันเคยได้ยินท่านนบี ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดที่อัลลอฮ์ประสงค์ให้เขาได้รับความดี พระองค์จะให้เขาเข้าใจศาสนา และแท้จริงฉันเป็นเพียงผู้จัดสรรปั่นส่วน แต่อัลลอฮ์เป็นผู้ประทาน และประชาชาตินี้จะยังคงดำรงไว้ซึ่งคำสั่งใช้ของอัลลอฮ์  มันจะไม่เป็นอันตรายแก่พวกเขา (ในศาสนาที่พวกเขาถือปฏิบัติ) แต่อย่างใด ด้วยผู้ที่ขัดแย้งกับพวกเขา จนกว่าคำสั่งของอัลลอฮ์ (วันพิพากษา) จะมาถึง”  โดย บุคอรี



 
عَنِ ابْنِ عَبَّاسٍ، أَنَّهُ تَمَارَى هُوَ وَالْحُرُّ بْنُ قَيْسِ بْنِ حِصْنٍ الْفَزَارِيُّ فِي صَاحِبِ مُوسَى، فَمَرَّ بِهِمَا أُبَىُّ بْنُ كَعْبٍ، فَدَعَاهُ ابْنُ عَبَّاسٍ فَقَالَ إِنِّي تَمَارَيْتُ أَنَا وَصَاحِبِي هَذَا فِي صَاحِبِ مُوسَى الَّذِي سَأَلَ السَّبِيلَ إِلَى لُقِيِّهِ، هَلْ سَمِعْتَ رَسُولَ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم يَذْكُرُ شَأْنَهُ فَقَالَ أُبَىٌّ نَعَمْ، سَمِعْتُ النَّبِيَّ صلى الله عليه وسلم يَذْكُرُ شَأْنَهُ يَقُولُ ‏"‏ بَيْنَمَا مُوسَى فِي مَلإٍ مِنْ بَنِي إِسْرَائِيلَ، إِذْ جَاءَهُ رَجُلٌ فَقَالَ أَتَعْلَمُ أَحَدًا أَعْلَمَ مِنْكَ قَالَ مُوسَى لاَ‏.‏ فَأَوْحَى اللَّهُ عَزَّ وَجَلَّ إِلَى مُوسَى بَلَى، عَبْدُنَا خَضِرٌ، فَسَأَلَ السَّبِيلَ إِلَى لُقِيِّهِ، فَجَعَلَ اللَّهُ لَهُ الْحُوتَ آيَةً، وَقِيلَ لَهُ إِذَا فَقَدْتَ الْحُوتَ فَارْجِعْ، فَإِنَّكَ سَتَلْقَاهُ، فَكَانَ مُوسَى صلى الله عليه وسلم يَتَّبِعُ أَثَرَ الْحُوتِ فِي الْبَحْرِ‏.‏ فَقَالَ فَتَى مُوسَى لِمُوسَى أَرَأَيْتَ إِذْ أَوَيْنَا إِلَى الصَّخْرَةِ فَإِنِّي نَسِيتُ الْحُوتَ، وَمَا أَنْسَانِيهِ إِلاَّ الشَّيْطَانُ أَنْ أَذْكُرَهُ‏.‏ قَالَ مُوسَى ذَلِكَ مَا كُنَّا نَبْغِي‏.‏ فَارْتَدَّا عَلَى آثَارِهِمَا قَصَصًا، فَوَجَدَا خَضِرًا، فَكَانَ مِنْ شَأْنِهِمَا مَا قَصَّ اللَّهُ فِي كِتَابِهِ ‏"‏‏.‏  
 
               อิบนิอับบาส รายงานว่า เขากับ อัลฮุรร์ บินกอยซ์ บินฮิสน์ อัลฟะซารีย์ กำลังถกกันเกี่ยวกับเพื่อนร่วมเดินทางของนบีมูซา ขณะนั้น อุบัย บินกะอบ์ได้ผ่านมาพอดี อิบนิอับบาสจึงได้เรียกเขามาถาม โดยกล่าวว่า
 
ฉันกับเพื่อนของฉันกำลังถกกันเกี่ยวกับเพื่อนร่วมเดินทางของท่านนบีมูซา  ซึ่งนบีมูซาถามเขาเกี่ยวกับวิธีที่จะได้เจอ (กับค่อดิร) ท่านพอจะได้ยินเรื่องนี้จากท่านนบีบ้างไหมว่า ท่านได้กล่าวถึงเรื่องนี้ไว้อย่างไร ? อุบัยตอบว่า ใช่ ฉันเคยได้ยินท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า
“ขณะที่นบีมูซาอยู่ท่ามกลางชาวบะนีอิสรออีล ก็มีชายผู้หนึ่งมาหาท่าน แล้วกล่าวว่า ท่านรู้จักใครคนหนึ่งไหมที่รู้ดีมากกว่าท่าน ? มูซาตอบว่า ไม่รู้  ดังนั้นพระองค์อัลลอฮ์จึงได้ดลใจแก่มูซาว่า มีคนที่รู้ดีกว่าเขาคือ ค่อดิรผู้เป็นบ่าวของเรา ฉะนั้นมูซาจึงได้ถามเกี่ยวกับวิธีการที่จะได้เจอกับเขา พระองค์อัลลอฮ์จึงได้ให้ปลาเป็นเครื่องหมาย และมีผู้บอกกับเขาว่า เมื่อท่านไม่พบปลาก็จงย้อนกลับมา แล้วท่านก็จะพบกับเขาเอง
ดังนั้นท่านนบีมูซาจึงไปตามไปเพื่อร่องรอยสัญญลักษณ์ของปลาในทะเล  มีเด็กหนุ่มที่คอยรับใช้มูซาได้กล่าวแก่มูซาว่า ท่านจำได้ไหม ขณะที่เราแวะพักที่ก้อนหินนั้น ฉันได้ลืมพูดถึงเรื่องปลา และไม่มีใครจะทำให้ฉันลืมนอกจากซัยตอน  นบีมูซากล่าวว่า นั่นแหละคือสิ่งที่เราตามหา ดังนั้นทั้งสองจึงย้อนกลับไปทางเดิม แล้วทั้งสองก็พบกับค่อดิร
นี่คือเรื่องราวของทั้งสองที่พระองค์อัลลอฮ์นำมาเล่าไว้ในคัมภีร์ของพระองค์  (ดูซูเราะห์ อัลกะฮ์ฟี่ อายะห์ที่ 60 - 82)
บุคอรีย์


عَنْ أَنَسٍ، قَالَ لأُحَدِّثَنَّكُمْ حَدِيثًا لاَ يُحَدِّثُكُمْ أَحَدٌ بَعْدِي سَمِعْتُ رَسُولَ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم يَقُولُ ‏"‏ مِنْ أَشْرَاطِ السَّاعَةِ أَنْ يَقِلَّ الْعِلْمُ، وَيَظْهَرَ الْجَهْلُ، وَيَظْهَرَ الزِّنَا، وَتَكْثُرَ النِّسَاءُ وَيَقِلَّ الرِّجَالُ، حَتَّى يَكُونَ لِخَمْسِينَ امْرَأَةً الْقَيِّمُ الْوَاحِدُ ‏"‏‏
 

               อนัส (บินมาลิก) กล่าวว่า ฉันจะบอกกับพวกท่านเอาไหม (ชาวเมืองบัศเราะห์) ซึ่งไม่มีใคร (ศอฮาบะห์คนใด) ถัดจากฉัน จะบอกกับพวกท่านอีก (เนื่องจากท่านอนัสเป็นศอฮาบะห์ท่านสุดท้ายที่เสียชีวิตที่เมืองบัศเราะห์)
               ฉันเคยได้ยินท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “ ส่วนหนึ่งของสัญญาณแห่งกาลอวสานก็คือ ความรู้ทางศาสนาจะถดทอย ความโง่เขลาจะแพร่กระจาย การละเมิดทางเพศจะเกิดขึ้นดาษดื่น, ผู้หญิงจะมีมากขึ้น ผู้ชายจะมีจำนวนน้อย จนกระทั่งผู้ชายหนึ่งคนจะดูแลผู้หญิงถึงห้าสิบคน”(โดย บุคอรีย์ หะดีษเลขที่ 81)


، عَنْ أَنَسٍ، قَالَ قَالَ رَسُولُ اللَّهِ صلى الله عليه وسلم ‏"‏ إِنَّ مِنْ أَشْرَاطِ السَّاعَةِ أَنْ يُرْفَعَ الْعِلْمُ، وَيَثْبُتَ الْجَهْلُ، وَيُشْرَبَ الْخَمْرُ، وَيَظْهَرَ الزِّنَا ‏"‏‏.‏  


           อนัส รายงานว่า ท่านรอซูลุ้ลลอฮ์ ศ็อลล็อลลอฮุอลัยฮิวะซัลลัม กล่าวว่า “แท้จริงส่วนหนึ่งของสัญญาณแห่งกาลอวสานนั้นคือ  ความรู้ (ในเรื่องของศาสนา) จะถูกนำกลับไป (โดยการเสียชีวิตของผู้รู้) และความโง่เขลาจะมาแทนที่, น้ำเมาจะถูกดื่ม (จนกลายเป็นเรืองปกติ) , การละเมิดทางเพศจะแพร่ระบาด

โดย บุคอรี  


avatar
Profile
Admin

จำนวนข้อความ : 260
Join date : 25/07/2013

ดูข้อมูลส่วนตัว http://abcde555.blogspot.com/

ขึ้นไปข้างบน Go down

ขึ้นไปข้างบน


 
Permissions in this forum:
คุณไม่สามารถพิมพ์ตอบ